|
Panuakdet Suwannatat School of Computer Science Carnegie Mellon University Pittsburgh, Pennsylvania United States of America |
Mock's Homepage |
![]() iammock[at]cmu.edu |
| 20 ธันวาคม 2548: When nerds travel |
ข้อมูลจาก dict.longdo.org ให้ความหมายคำว่า nerdy ไว้ดังนี้:
nerdy (adj slang) (คน) ที่ฉลาดแต่เรื่องเรียนหรือทางวิชาการ แต่มักไม่ค่อยเก่งในการเข้าสังคม, nerd, geek
คำว่า nerd ก็หมายถึงคนที่ nerdy นั่นเอง
ไม่มีใครในทริปนี้ที่ยอมรับว่าตัวเองเป็น nerd (เนอร์ด) แต่... ดูเหมือนว่าความจริงแล้ว ทริปเก้าคนครั้งนี้จะเป็นทริปที่เต็มไปด้วยข้อกล่าวหา(กันเอง)ว่าคนนู้นเป็นเนอร์ด คนนี้เป็นเนอร์ด บางคนถึงกับตั้งกฏว่าใครที่พูดอะไรเนอร์ดๆ จะต้องถูกปรับข้อหาเนอร์ดเป็นเงิน $10 ต่อครั้ง บางคนเสนอแนวคิดว่าจะต้องมี "ไม้ตีเนอร์ด" เพื่อไล่วิญญาณเนอร์ดออกจากผู้คน
ก็ไม่ทราบว่าจะเกลียดเนอร์ด(เกลียดตัวเอง?)อะไรกันนักหนา .. ในเมื่อมีคติโบราณบอกไว้ว่า "Be nice to nerds; you might end up working for one."
แต่นั่นหละ .. เมื่อเนอร์ด x คนมาเที่ยวด้วยกัน (0<x<=9) ความมันส์หลายๆ อย่างจึงเกิดขึ้น ก่อนอื่นขอชี้แจงรายนามสมาชิกผู้ร่วมทริป(ซึ่งอาจมีทั้งเนอร์ดและไม่เนอร์ด)ดังต่อไปนี้
{
Fang,
Gap,
Golf (เฮียกอล์ฟ พี่ชาย(ตัวจริง)ของเล็ก),
Kanat,
Lek (ซึ่งมีพี่ชายอยู่มากมาย),
Manow,
Mock,
Nong,
Share
}
(หมายเหตุ: names are listed in lexicographical order; well.. they are in a set, so the order ain't important anyway.)
เมื่อทราบรายชื่อสมาชิกกันแล้ว ก็มาดูกันว่าพวกเราได้ไปเที่ยวที่ไหน ผจญภัยมาอย่างไรบ้าง ถึงแม้บางอย่างจะดู nerdๆ ... แต่พวกเราก็ nerd ด้วยความจริงใจ ..หุๆๆๆ
เริ่มต้นด้วยการเดินทางของ ม็อค แก๊บ เฮียกอล์ฟ เล็ก ฆนัท และแชร์ จาก Pittsburgh International Airport มายังสนามบินเมือง San Francisco ... กำหนดการเครื่องบินออกตั้งแต่หกโมงเช้า แต่พวกเราก็ได้พี่กบผู้ใจดีช่วยขับรถขนผู้คนและกระเป๋ามาส่งที่สนามบินแต่เช้ามืด
รอๆ เครื่องบินอยู่ ใกล้จะถึงเวลาแล้วเขาก็ยังไม่เริ่มเรียกขึ้นเครื่องเสียที ... หึๆๆๆ แต่พวกเราไม่ว่าอะไร ต่างคนต่างหยิบ laptop ออกมาคนละเครื่อง ตรวจสอบสัญญาณ wireless internet แล้วทุกคนก็ happy กับการสนทนากับคอมพิวเตอร์ของตนเอง ...
เดินทางถึง San Francisco พวกเราก็ได้สมทบกับคนอื่นๆ ที่เหลือ จัดแจงเช่ารถเก๋งสองคันแล้วก็มุ่งมั่น(ด้วยความหิว)ไปที่ China Town ระหว่างทางได้พบกับร้านอาหาร ไทย จีน ญี่ปุ่น สารพัด แต่เป้าหมายของเราอยู่ที่ร้านติ่มซำ (ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะทานที่ร้านไหนดี)
หาที่จอดจนได้ (ด้วยความยากลำบาก) แล้วใครคนหนึ่งก็พบกับร้านติ่มซำ All You Can Eat $5 โอพระเจ้า มันถูกมาก ถูกจนไม่น่าไว้วางใจ แต่น้องสาวใครบางคนกลับบอกว่า "ฮึ้ย เอาเถอะ มันอร่อยดีนะ เราเคยทานตอนมาเที่ยวคราวที่แล้ว" ... พวกเราทุกคนเชื่อ
| ร้านนี้ คุณภาพอาหารสมราคา ใครจะทานโปรดระวัง |
อาหารจะอร่อยหรือไม่อร่อยสักเพียงไหน ผมขอไม่เล่า ... แต่หลังจากทานๆ ไปสักพัก แชร์ได้คุยโทรศัพท์กับอาร์(ซึ่งเคยทานที่ร้านนี้มาก่อน)ว่า "เฮ้ย แกบอกว่าร้านนี้อร่อยหรืออ??" ผมไม่ทราบว่าอาร์ตอบว่าอะไร แต่ประโยคต่อไปที่แชร์พูดคือ "เอ้อ ที่นี่มีสิบหก teens น่ะ กลับไปเอ็งโดนแน่!!!"
หลังจากนั้น ขับรถไป ขับรถมา พวกเราก็เข้าไปจอดพักชมวิวกันที่หอนาฬิการิมทะเล บริเวณนั้นมีรูปปั้นของท่านมหาตมะ คานธี ยืนหันหน้าไปทางสะพาน San Francisco Bay Bridge บรรยากาศยามเย็นฝนตกเล็กน้อยดูสวยงามมาก
ดูหอนาฬิกาอันเบ้อเริ่มแล้วก็นึกถึงเมืองไทย แทบทุกจังหวัดของไทยจะต้องมีหอนาฬิกาหนึ่งแห่งในอำเภอเมือง (แต่ส่วนใหญ่มักจะเดินไม่ตรง หรือไม่ก็ไม่เดินเสียเลย (คาดว่านี่คงเป็นกุศโลบายในการเตือนใจให้ผู้คนระลึกถึงความเป็น 'อกาลิโก' ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ (นั่นคือ: กาลเวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญ)))
| โปสต์การ์ดที่สร้างจากภาพที่ถ่ายได้บริเวณ San Francisco Bay Bridge (ขอบคุณเพื่อนปริ๊นที่ช่วยออกไอเดีย) |
พวกเราพักที่โรงแรม Travelodge อยู่ห่างออกมาจากเมืองประมาณ 30 นาที เช่าห้องสองห้อง นอนกัน 9 คน ค่าโรงแรมเพียง $44 ต่อห้องต่อคืน ... อ้อ! และช่วงสองสามคืนแรกนี้ยังมีบริการ Manow Spa อีกด้วย! หมอนวดมือหนึ่งคนนี้พวกเราอิมพอร์ตมาจากมอนทรีออล แคนาดา ฝีมือเป็นอย่างไรต้องลองถามเล็กดูเพราะเล็กเป็นลูกค้าขาประจำ
เช็คอินเข้ามาในโรงแรมแล้วต่างคนต่างยืดเส้นยืดสาย นั่งๆ นอนๆ พักผ่อนและพูดคุยกันตามวิสัยที่คนปกติพึงจะกระทำเมื่อเข้าสู่ที่พักในช่วงวันหยุดพักผ่อน ... ทันใดนั้นเอง ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า "มีสัญญาณ wireless internet!!!" แล้วสัญชาติญาณเนอร์ดของใครบางคน(หลายๆ คน)ก็ทำให้เกิดเสียงต่อมาในทันที
"พรึบบบบ!!"
แล้วเสียงทุกอย่างก็เงียบลง
| ทุกคนนั่งคุยกับคอมพิวเตอร์ |
'พรึบบบบ' คือเสียงของ laptop ไม่ต่ำกว่า 6 เครื่อง ถูกพลิกเปิดขึ้นพร้อมๆ กัน และแล้วบรรยากาศที่ดูเหมือนจะเป็นการพักผ่อนแบบสบายๆ ก็กลายเป็นบรรยากาศของผู้คนนั่งจ้องจอคอม ... จากบรรยากาศที่ผู้คนพูดคุยหยอกล้อกัน ก็กลายเป็นบรรยากาศที่ผู้คนพูดคุยกับเหล่าสมองกล
หลังจากนั่งเนอร์ดกันได้สักพักใหญ่ๆ ก็ได้เวลาที่เหล่าคนเนอร์ดและคนไม่เนอร์ดจะหิวกันเสียที พวกเราขับรถกันออกไปที่ย่านร้านอาหารใกล้ๆ โรงแรม แล้วตัดสินใจเดินเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่ง อาหารอร่อยมาก บรรยากาศก็ดี (และที่สำคัญ ไม่มีใครเอา laptop มานั่งเล่นเน็ตกันที่นี่ .. โอ ขอบคุณพระเจ้า/พระพุทธเจ้า) แถมทางร้านยังจัดห้องเป็นส่วนตัวให้ด้วย พวกเราจึงนั่งพูดคุยกันได้เต็มที่ เรื่องที่พูดคุยกันก็เป็นเรื่องเบาๆ เรื่องสบายๆ ดูเหมือนว่าทุกคนจะเห็นตรงกันว่าไม่มีบทสนทนาใดที่จะสนุกสนานเท่ากับการนินทาผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนา!
| ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นยามค่ำ |
ขอทิ้งไว้เป็นปริศนาว่าพวกเรานินทาใคร(บ้าง) .... อิอิอิ (เขียนไปกลัวโดนเซนเซอร์)
วันนี้ทั้งวันคงต้องนิยามว่าเป็นวันแห่งการกิน พวกเรากินกันสี่มื้อ เช้า กลางวัน บ่ายๆ และเย็น
| ร้าน ihop ข้างโรงแรม ยามเช้า |
มื้อเช้าพวกเราทานที่ร้าน IHOP (International House Of Pancake ) ข้างๆ โรงแรม ... โรงแรมนี้ก็ฉลาดดี ให้คูปองอาหารแค่ห้องละใบเดียว ทำให้คนอื่นๆ ต้องมานั่งกินด้วยและสั่งอาหารเพิ่มเติม แต่อาหารที่นี่ก็อร่อยคุ้มค่าสตางค์
เสร็จจากมื้อเช้าพวกเราออกเดินทางไปหา tourist attraction แห่งแรกในเมือง ... ทายสิว่าคืออะไร ...
คำตอบ: มันคือร้าน Best Buy
| ที่เที่ยวแรกของพวกเรา: Best Buy! |
พวกเราซื้อ iTrip สองเครื่องสำหรับต่อ iPod ของแฟงและของแก๊บเข้ากับระบบวิทยุของรถ อาเสี่ยบางคนที่เนอร์ดหน่อยก็ซื้อ wireless router มาทำวิจัยเล่นหนึ่งคืน
จากนั้นเป้าหมายถัดไปคือบริเวณริมทะเลที่เรียกว่า Fishermans Wharf ระหว่างทางได้แวะบริเวณท่าเรือ Hyde Street เพื่อถ่ายรูปกับเหล่านกริมทะเล และอนุสาวรีย์ใบพัดเรือ
| แวะถ่ายรูปกับเหล่านก ณ ริมชายหาด ล่างซ้าย: อ.วันทนีย์กำลังพยายามกินนก |
| ถ่ายภาพกับกังหันเรือ ... อ้าว! อ.วันทนีย์แย่งโฟกัสจากคนอื่นไปหมด |
บริเวณ Fishermans Wharf มีร้านขายอาหารทะเลมากมาย ทั้งแบบร้านหรูๆ และแบบข้างถนน วันนี้พวกเรากินร้าน Fishermen's Grotto อาหารอร่อยมาก ส่วนราคาก็นับว่าพอสมน้ำสมเนื้อ มื้อนี้เพื่อนปริ๊นมาร่วมวงสนทนาด้วย ทำให้อาหารทะเล และ แหะๆๆๆ ไวน์ อร่อยขึ้นเป็นกอง
| บน: หน้าร้านและในร้าน Fishermens' Grotto ล่างซ้าย: บริเวณหน้าร้าน สังเกตดูถนนด้านหลังว่าลาดชันมาก ล่างขวา: แผงขายปู มีปูและอาหารทะเลสดๆ เต็มไปหมด
|
ทานอาหารเสร็จแล้วพวกเราก็ไปเดินเล่นบริเวณ Pier 39 ระหว่างทางได้แวะถ่ายรูปกับเกาะ Alcatraz ที่มองเห็นเป็นฉากหลังไกลออกไป เกาะนี้เคยถูกใช้เป็นคุกสำหรับขังนักโทษคดีรุนแรง วันนี้เรามาไม่ทันเวลาเรือออก แต่ไม่เป็นไร เรายังจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสองวัน วันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้พวกเราคงจะได้ไปเข้าคุก เอ๊ย ไปเยี่ยมคุกด้วยกัน
| ด้านหลังคือเกาะ Alcatraz เคยถูกใช้เป็นคุก |
Pier 39 เป็นท่าเรือที่มีฝูงสิงโตทะเลมาพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก พวกมันมักจะกระโดดขึ้นมานั่งเล่นนอนเล่นอยู่บนทุ่นลอยที่ทางการท่าเรือฃัดไว้ให้ ตอนที่พวกเราไปก็พบเห็นอยู่เกือบ 20 ตัว สิงโตทะเลพวกนี้นอนหลับทับกันไปมาราวกับว่านี่เป็นเวลากลางคืน บางตัวที่ตื่นขึ้นมาก็เห่าหอน (เสียงเหมือนหมาตัวใหญ่ๆ เห่า) เสียงดังลั่นท่าเรือ
| ม็อคและสิงโตทะเล |
ป้ายให้ความรู้แถวนั้นเขียนไว้ว่าสิงโตทะเล (Sea Lions) แตกต่างจากแมวน้ำ (Seal) ตรงที่สิงโตทะเลมีใบหูให้เห็นชัดเจนจากภายนอก ส่วนแมวน้ำนั้นไม่มี
บริเวณท่าเรือมีร้านขายของอยู่มากมาย ตกแต่งสวยงามอยู่บนพื้นไม้กระดานที่ยกสูงขึ้นมา ร้านที่ประทับใจพวกเรามากที่สุดคือร้าน Bubba Gump Shrimp Company ซึ่งโด่งดังจากเรื่อง Forrest Gump พวกเราถ่ายรูปกันหน้าป้าย Bubba Gump ยังไม่พอใจจึงเดินขึ้นไปถึงบนร้าน ไม่น่าเชื่อ ร้านอาาหารร้านนี้นอกจากจะขายอาหารแล้ว ยังจะมีร้านขายของที่ระลึกอีกด้วย ภายในร้านก็มีแทบทุกอย่างที่พอจะประทับตรา Forrest Gump หรือ Bubba Gump Shrimp Co. ลงไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ถ้วยน้ำ กรอบรูป หนังสือ ปากกา ไม้ปิงปอง ลูกปิงปอง ฯลฯ ของพวกนี้น่าซื้อเป็นของฝากไปซะทุกอย่าง มันน่าซื้อไปหมดจนกระทั่งผมไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรดี (ก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรเลย)
| ซ้าย: หน้าร้าน Bubba Gump Shrimp Company ขวา: ม็อครับบทเป็น Forest Gump กำลังสนทนากับสุภาพสตรีที่มานั่งรอรถเมล์ด้วยกัน (รับบทโดยแฟง) |
บริเวณหน้าร้านอาหารถูกจัดฉากเอาไว้อย่างน่ารักมาก เป็นม้านั่งหนึ่งตัวซึ่งมีกระเป๋าเดินทางและห่อช็อคโกแล็ตของ Forrest Gump วางอยู่ แถมยังมีรองเท้านักวิ่งคู่ใหญ่ๆ สองคู่วางไว้ด้านหน้าให้คนไปนั่งถ่ายรูปเล่นด้วย ผมจึงขอปลอมตัวเป็น Forrest Gump .. นั่งคุยกับคุณ (not-so-) old lady เป็นเวลาสิบวินาที
| บรรยากาศทั่วไปบน Pier 39 มีทั้งร้านอาหาร ร้านขนม ร้านขายของที่ระลึก และเครื่องเล่นต่างๆ |
เดินๆ ต่อไปพวกเราพบเห็นก้อนอะไรบางอย่างกำลังเด้งๆ อยู่บนท้องฟ้า พอลองมองดูให้ดีก็พบว่าเป็นมนุษย์นี่เอง กำลังเล่น Bungee Trampoline อย่างสนุกสนาน แทรมโพลีน (trampoline) คือแผ่นยางที่ให้คนไปกระโดดเล่น (สามารถกระโดดได้สูงถึงตึก 4-5 ชั้น) ราคาค่าเล่นก็ $8 ต่อครั้ง มีผู้เชี่ยวชาญ(หรือเปล่า?)คอยดูแลความปลอดภัยให้ แต่กระนั้นก่อนจะเล่นก็ต้องเซ็น waiver form (สัญญาถวายชีวิต) ว่าจะไม่ฟ้องร้องเขาหากเกิดอุบัติเหตุใดๆ ขึ้น
ผมมองเห็นป้ายคำเตือนว่า "เราขอปฏิเสธที่จะให้บริการผู้ที่ดูเหมือนว่ามีอาการมึนเมา ไม่ว่ากรณีใดๆ" ... และแล้ว บุคคลที่มีใบหน้าสีแดงมากที่สุดในกลุ่ม (จากไวน์เมื่อมื้อกลางวัน) ก็เป็นคนเดียวที่ใจกล้าขึ้นไปกระโดดเล่นอยู่บน Bungee Trampoline
| แฟงผู้ใจกล้า อาสาขึ้นไปเล่น Bungee Trampoline |
ผู้เชี่ยวชาญ(?)ที่คอยดูแลของเล่นชิ้นนี้ถามว่าพวกเรามาจากไหน พอบอกว่ามาจาก Thailand เขาก็ยิ้มให้ทันทีแล้วบอกว่าเขาชอบ Tony Jaa ในเรื่อง Ong Bak มากๆ ... โอ ว้าว อย่างนี้คงต้องแนะนำให้ดู Tom Yum Kung อีกสักเรื่อง
บรรยกาศใกล้วันคริสต์มาสที่ท่าเรือหมายเลข 39 เต็มไปด้วยความสนุกสนาน แม้ว่าจะมีฝนตกมาปรอยๆ แทบทุกมุมเมืองเต็มไปด้วยต้นคริสต์มาสและของประดับตกแต่งอันงดงาม พวกเราแวะถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาสยักษ์ และอนุสาวรีย์แมวน้ำ(หรือสิงโตทะเล?) ก่อนที่จะเดินทางออกจากท่าเรือเพื่อไปทานอาหารมื้อบ่าย (อ้าว! ทานอีกแล้ว)
| ต้นคริสต์มาสยักษ์ และอนุสาวรีย์แมวน้ำ |
จริงๆ แล้วมื้อบ่ายนี้ไม่ใช่มื้ออาหาร เป็นแค่ช็อคโกแล็ตและไอติมของว่าง ที่นี่มีย่าน Ghirardelli Square ซึ่งเป็นของร้านขายชอกโกแล็ตยี่ห้อดัง ใครเดินเข้าไปในร้านจะได้รับชอกโกแล็ตให้ชิมฟรีหนึ่งชิ้น
หน้าร้านเราพบกับอนุสาวรีย์นางเงือกเปลือย ตรงข้ามอนุสาวรีย์พบกับรูปถ่ายชายคนหนึ่งกำลังดื่มน้ำจากท่อจ่ายน้ำดับเพลิง
| บริเวณ Ghirardelli Square |
สถานที่เที่ยวสุดท้ายก่อนมื้อเย็นคือ Palace of Fine Arts เป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ คล้ายๆ วัดวาอารามของยุโรปโบราณ พวกเราไปถึงที่นั่นตอนค่ำแล้วจึงไม่ค่อยได้ถ่ายรูป แต่ก็ยังเห็นได้ถึงความสวยงามอลังการ ดูเก่าแก่มาก แต่ที่แท้สถานที่นี้ถูกสร้างมาเป็น "ผักชี" เพื่อโชว์ในงาน World Fairs เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา
| ร้านอาหารเกาหลียามค่ำ ทุกคนอิ่มอร่อย และได้รับกลิ่นหอมหวลติดเสื้อผ้าไปตามๆ กัน |
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ได้เวลาทานอาหารมื้อเย็นอีกแล้ว มื้อนี้พวกเราทานกันที่ร้าน Brothers Korean Grill ร้านนั้นอยู่ไม่ไกล หาไม่ยาก แต่กว่าจะได้ทานนั้นพวกเราต้องพบกับความยากลำบากสองประการ ประการที่หนึ่งคือการหาที่จอดรถ ซึ่งซานฟรานซิสโกจัดเป็นเมืองที่หาที่จอดยาก(และแพง)มาก ประการที่สองคือการต่อคิวที่ยาวจนคนล้นออกมานอกร้าน
อาหารอร่อย ส่วนใหญ่เป็นอาหารย่างๆ คล้ายๆ ไดโดมอน เสร็จจากมื้อนี้ทุกคนได้กลิ่นติดเสื้อกลับมาเป็นที่ระลึกไปตามๆ กัน
คืนนี้ได้พบกับกลุ่มพี่ๆ คนไทย ซึ่งชวนพวกเราไปเที่ยวผับรอบดึก ผับนี้เป็นผับชั้นสูงจึงต้องกลับโรงแรมมาก่อนเผื่อแต่งกายให้เรียบร้อยสวยงาม ผมกลับมาแล้วรู้สึกง่วง แต่เพื่อนๆ ยุให้ไป ก็เลยบอกว่าจะไป ... ระหว่างกำลัง นั่งๆ นอนๆ รอคนอื่นแต่งตัวกันอยู่ผมก็เผลอหลับไป .. และแล้ว แทนที่จะได้ไปเที่ยว ผมกลับถูกทิ้งให้นอนอยู่อย่างนั้น แถมพี่ชายใครบางคนยังแอบขโมยรองเท้าของผมไปอีกด้วย ฮึ่ม!
เวรกรรม .. นั่งเขียนทั้งคืน ดันโดน save ทับ เลยหายไปหมดเลย
หมดกำลังใจเขียนแล้ว .. ว๊ากกกกกกก
| ิBlah blah blah blah... blah. |
- slope in the city (Taylor & Vallejo)
- Coit Tower
- Golden Gate Park (ซึ่งไม่ได้ไป)
- ราชาก๋วยเตี๋ยวเรือ
วันนี้เป็นวันแห่งการเดินทาง พวกเราได้ไปสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายและห่างไกลกันหลายแห่ง นับตั้งแต่ คุกอัลคาทราซ, สะพานโกลเด้นเกท, สวนไวน์เมืองนาปาวัลเลย์, ร้านอาหารญี่ปุ่นเมืองซาคราเมนโต, และจบลงที่ทะเลสาบทาโฮ ซึ่งเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนียกับรัฐเนวาดา
| บรรยากาศก่อนขึ้นเรือ และบนเรือไปยังเกาะอัลคาทราซ |
เป้าหมายแรกของพวกเราอยู่ที่ Pier 41 (ใกล้ๆ Pier 39 -- ที่ที่เราไปเมื่อวานซืน) ซื้อตั๋วเรือราคาคนละ $16 เพื่อข้ามฟากไปยังเกาะ Alcatraz ... เกาะนี้มีพื้นที่ 12 เอเคอร์ เคยถูกใช้เป็นสถานที่กังขังนักโทษคดีรุนแรง แต่ตอนนี้เลิกใช้แล้ว กลายเป็นพิพิธภัณฑ์แทน
| ขอเท่ซะหน่อย |
เรือแล่นเพียงสิบห้านาทีก็จวนจะถึงเกาะ จากระยะไกลผมมองเห็นป้ายคำเตือนขนาดยักษ์ เขียนว่า "ใครที่ช่วยนักโทษหลบหนี จะถูกดำเนินคดีและถูกจำคุก" มองกลับไปยังฝั่งเมืองซานฟรานซิสโกก็อดนึกถึงจิตใจของเหล่านักโทษไม่ได้ว่าจะเจ็บช้ำขนาดไหน ราวกับว่าแดนนรกที่ตนเองต้องอยู่นั้นถูกกั้นออกจากเมืองที่เจริญรุ่งเรืองดั่งสวรรค์ด้วยผืนน้ำแผ่นเล็กๆ หากผมติดคุกอยู่ที่นี่ผมคงนึกอยากจะลองว่ายน้ำหลบหนีดูสักครั้ง
| ป้ายเตือนขนาดยักษ์ ใครอย่าได้คิดหนี |
แต่ระยะทางที่เห็นมันดูใกล้กว่าความเป็นจริง ผมอ่านเห็นในแผ่นพับว่ามีนักโทษเคยพยายามหลบหนีมากมาย แต่ไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่ารายใดประสบความสำเร็จ
| ผู้ถ่ายรูป และผู้ถูกถ่ายรูป โปรดสังเกตว่าชายฝั่งซานฟรานซิสโกนั้นดูเหมือนไม่ห่างไกลออกไปเลย |
อัลคาทราซนอกจากจะเป็นคุกแล้วยังมีความสำคัญกับระบบนิเวศน์อีกด้วย ป่าไม้ที่นี่อุดมสมบูรณ์ ในยามฤดูร้อนจะเป็นที่วางไข่ของนกนางนวลตะวันตก (Western Gulls) แต่ละปีพวกมันจะสร้างรังกว่า 450 รัง
| ประภาคารสำหรับส่องไฟป้องกันนักโทษหลบหนี |
พวกเราได้เข้าไปดูถึงภายในห้องขังนักโทษ จัดเป็นห้องๆ แต่ละห้องขนาดเล็กกว่า single room ในหอพัก Morewood ของ CMU หน่อยนึง ในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ประกอบไปด้วย โต๊ะเล็กๆ เก้าอี้เล็กๆ ชั้นวางของเล็กๆ เตียงเล็กๆ ผ้าห่มผืนเล็กๆ หมอนใบเล็กๆ และส้วมโถเล็กๆ อยู่ถัดจากหัวเตียง ด้านข้างๆ ก็มีอ่างล้างมือเล็กๆ ให้ด้วย
| บรรยากาศในคุก ดูเศร้าสลดและน่ากลัวมาก (ภาพล่างขวาถ่ายโดยกล้องฆนัท) |
ห้องส่วนใหญ่จะมีประตูเป็นลูกกรง แต่บางห้องเป็นห้องพิเศษมีประตูอีกชั้นหนึ่งเป็นเหล็กทึบหนา ... มีไว้สำหรับนักโทษที่มีความต้องการส่วนตัวเป็นพิเศษ เช่นพวกที่ก่อเรื่องต่อยตีกับชาวบ้าน ก็จะได้ห้องนี้เป็นห้องสงบจิตใจ
| ธรรมชาติภายนอกยังดูสวยงาม เกาะนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชและสัตว์นานาพันธุ์ |
ท่องเที่ยวรอบเกาะ ชื่นชมดอกไม้ สายลม แสงแดด และห้องขัง เสร็จเรียบร้อยพวกเราก็ขึ้นเรือกลับมาที่ท่าเรือ 41 ด้วยความหิวอย่างเต็มที่ อาหารมื้อนี้เป็นอาหารทะเลที่ซื้อมาจากร้านต่างๆ ที่อยู่ริมถนน แล้วมานั่งยองๆ ล้อมวงทานด้วยกันแบบไทยๆ บรรยากาศดีมาก ทานไปก็นึกถึงบรรยากาศแบบชายหาดบางแสนที่มีร้านขายอาหารทะเลและมีเสื่อให้เช่า
| น้องคนนี้คงนึก:"เพ่ๆ ทำไมทานมูมมามอย่างงั้นล่ะคะ" หรืออาจจะนึก ... "แบ่งหนูมั่งสิคะ แม่หนูให้กินแต่ฮอทดอก เบื่อจะตายแย้ว" |
เสร็จจากมื้อกลางวันพวกเราเดินเล่นรอบๆ ท่าเรือ พบเห็นคุณลุงซานตาครอสกำลังนั่งรอให้เด็กๆ มาถ่ายรูปด้วย เด็กๆ สองคนในทริปของเราจึงเข้าไปถ่ายรูปกับคุณลุง ผมบอกคุณลุงว่า "They are three and four..." แล้วพูดในใจทีหลังว่า "plus twenty." ถ่ายรูปเสร็จคุณลุงก็มอบกล่องสีเทียนมาเป็นของขวัญให้เด็กทั้งสองด้วย
| เด็กน้อย(?) และคุณลุงซานตา |
| บรรยากาศรอบท่าเรือ ดูคล้ายๆ ชายหาดพัทยา ที่แตกต่างก็คือค่าจอดรถอันแสนแพง (จนเสี่ยแชร์เองยังตกใจ) |
จุดหมายถัดไปของพวกเราคือ Golden Gate Bridge -- สะพานแขวนอันเลืองชื่อ สะพานนี้ถูกสร้างช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ สร้างอยู่หลายปีกว่าจะเสร็จ ตอนที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ก็เป็นสะพานที่มีช่วงที่แขวนยาวที่สุด ส่วนตอนนี้จะยาวที่สุดอยู่หรือเปล่าผมไม่ทราบเหมือนกัน
| สะพานโกลเด้นเกท แม้หมอกลงก็ยังสวย |
พวกเราไม่ค่อยจะสนใจสาระกันเท่าไหร่ เห็นอะไรสวยๆ พอจะเดินเล่นได้ ถ่ายรูปได้ พวกเราก็ชอบกันทั้งนั้น วันนี้โชคดีฝนไม่ตก แสงแดดดี แต่เสียดายที่หมอกลงเยอะมากทำให้ไม่สามารถเห็นตัวสะพานและเสาสะพานได้ทั้งหมด พวกเรายืนถ่ายรูปจากระยะไกลยังไม่พอใจ จึงเดินต่อไปตามทางเท้า/ทางจักรยานถึงโคนสะพานเพื่อสัมผัสกับเหล็กสีแดงเส้นยักษ์ที่ใช้แขวนน้ำหนักของสะพานเอาไว้ ระหว่างทางสังเกตเห็นตู้โทรศัพท์ฉุกเฉินพร้อมกับป้ายเตือนมีใจความประมาณว่า "บริการให้คำปรึกษา: ชีวิตยังมีหวัง โปรดโทรมาหาเรา -- ผลจากการกระโดดสะพานคือความตาย และหายนะ"
| มาทั้งที ต้องเดินเข้าไปสัมผัสกับแท่งเหล็กที่ใช้แขวนสะพานซะหน่อย |
เสร็จจากสะพาน Golden Gate พวกเราก็ตัดสินใจจะย้ายเมืองไปที่ Lake Tahoe ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ San Francisco แต่ก่อนอื่นจะขับรถอ้อมไปยังเมือง Napa Valley ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านการผลิตไวน์
| |
จอดแวะเมือง Napa Valley เพื่อสอบถามเส้นทาง ณ visitor center ล่างซ้าย: หมี "No Gut, No Glory" ล่างขวา: ม็อคบนถังไวน์ |
และแน่นอน มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องชิมไวน์ เสียดายที่เรามาถึง Beringer Vineyards เมื่อยามเย็นเสียแล้ว จึงอดเดินชมสวนไวน์และห้องบ่มไวน์ แต่พวกเราไม่พลาดโอกาสที่จะชิมไวน์หลากชนิดที่ร้านนี้ผลิตและขาย ค่าชิมก็คนละ $5 สำหรับชิมไวน์สามชนิด ผมจำไม่ได้แล้วว่าชิมอะไรไปบ้าง และเนื่องจากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจึงไม่ทราบจะตัดสินอย่างไรว่ารสชาติดีหรือไม่ดี แต่เดาว่าคงจะดีพอใช้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นพวกเราทั้งทริปคงไม่ซื้อติดไม้ติดมือกันกลับมาถึงหกขวดใหญ่ๆ
| ิสวนองุ่นและโรงผลิตไวน์ Beringer Vineyards (โปรดสังเกตภาพบนซ้าย เพื่อนๆ ทุกคนรักแชร์มาก) |
จุดหมายต่อไปคือมุ่งหน้าสู่ Lake Tahoe ซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลมากพอสมควร แวะรถที่เมือง Sacramento อันเป็นเมืองหลวงของรัฐ California เมืองนี้ยามค่ำคืนไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย ยกเว้นอยู่อย่างเดียวคือร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ Zen Toro
| ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ซาคราเมนโต และขนมโมจิไส้ไอศกรีม |
อาหารอร่อยมาก ผมทานปลาดิบเสร็จแล้วก็สั่งของหวานต่อ สิ่งที่เขาแนะนำมาก็คือขนม Mochi ไส้ไอศกรีมสามรสสามสี นอกจากอร่อยและยังสวยงามอีก .. ผมสงสัยว่าขนมโมจิที่ขายกันทั่วเมืองนครสวรรค์จะดัดแปลงไอเดียมาจากสิ่งนี้หรือเปล่า
Lake Tahoe เป็นเมืองรอบทะเลสาบ ภูมิประเทศเป็นภูเขา อากาศหนาวมาก พื้นที่อยู่บนพรมแดนระหว่างรัฐ California และ Nevada ... ผมไม่แน่ใจว่าโรงแรมที่เราพักอยู่ในรัฐไหน ทราบแต่ว่ากว่าจะถึงโรงแรมก็ดึกมากๆ แล้ว คืนนี้ทุกคนนอนหลับพักผ่อน เก็บแรงไว้ลุยเที่ยวต่อในวันพรุ่งนี้
ด้วยธรรมชาติอันสวยงามไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอก หรือภูเขาที่ยอดถูกปกคลุมด้วยหิมะ เมือง Lake Tahoe จึงมีกิจกรรมต่างๆ มากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกทำ ... และนี่เองเป็นปัญหาที่เราจะต้องตัดสินใจ ว่า "วันนี้เราจะทำอะไรดี?"
ระหว่าง:
| ิอาหารเช้า (ในยามเกือบเที่ยง) ที่ร้าน Applebee's พนักงานที่นี่ใจดีมาก ให้คำปรึกษาเรื่องท่องเที่ยวกับพวกเราอย่างเป็นมิตร |
ผลสรุปจากที่ประชุมระหว่างทานอาหารมื้อเช้า (ในยามเที่ยง) ซึ่งได้รับคำปรึกษาเป็นอย่างดีจากพนักงานร้าน Applebee's ก็สรุปว่าพวกเราจะไปเล่น Snowmobile (อ่านว่า สโนว์โมบิล) ด้วยกันที่ Lake Tahoe Snowmobile ร้านนี้อยู่บนถนน #267 ทางเหนือของถนน #28 เพียงเล็กน้อย
| กว่าจะไปเล่น snowmobile ได้ พวกเราต้องบุกป่า ฝ่าเขาไปอย่างที่เห็น แต่วิวระหว่างทางก็สวยงามคุ้มค่ากับความพยายาม |
Snowmobile คือพาหนะที่ใช้ขับเคลื่อนบนพื้นหิมะ นั่งซ้อนกันได้สองคนคล้ายๆ กับมอเตอรไซค์ชอปเปอร์คันใหญ่ๆ แต่ล้อหน้าถูกแทนที่ด้วยขาสกีเพื่อควบคุมทิศทาง ล้อหลังนั้นเป็นตีนตะขาบจะได้เกาะพื้นได้ดี
| การเดินทางมาที่นี่ต้องใช้คนขับรถผู้ชำนาญเส้นทางและมีประสบการณ์สูง (หมายเหตุ: สองคนที่ท่านเห็นในภาพ ไม่ได้เป็นคนขับแต่อย่างใด แหะๆๆ) |
ราคาค่าเล่นนั้นทีแรกฟังดูแล้วแพง แต่พอเล่นเสร็จแล้วประทับใจมากจนต้องบอกว่าราคานั้นก็ยุติธรรมดีแล้ว ค่าเช่า Snowmobile พร้อมไกด์นำเที่ยว (เป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 9-10 คัน), หมวกกันน็อค, และถุงมือกันหนาว คือ $130 ต่อคันต่อสองชั่วโมง คันหนึ่งนั่งได้สองคน สามารถผลัดกันขับได้ตามอัธยาศัย
| ขับขี่อย่างปลอดภัย ต้องไม่ลืมสวมหมวกกันน็อค ;-) |
ก่อนจะออกเดินทางไกด์ของเราได้สอนภาษามือให้พวกเราเข้าใจตรงกัน อันประกอบไปด้วยสัญญาณคำสั่งให้ติดเครื่อง ดับเครื่อง ชะลอ ฯลฯ ... แท้จริงแล้วก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากมาย แค่ขับๆ ตามๆ กันไป สิ่งสำคัญที่เขาย้ำนักย้ำหนาก็คือให้เผื่อที่ระหว่างเรากับรถคันหน้าไว้ให้ปลอดภัย และอย่าขับเร็วเกินกว่าที่รู้สึกว่าปลอดภัย เขาคงเป็นห่วงรถของเขามากพอสมควรเพราะแต่ละคันก็คงหลายตังค์อยู่ (ผมลอง google ดู เห็นมีคนขายอยู่ที่ราคาประมาณ 8-9 พันดอลล่าร์) ส่วนชีวิตของพวกเรานั้นคงไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องสนใจมากนัก เพราะก่อนที่จะเล่นทุกคนต้องเซ็นสัญญาถวายชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว
| เส้นทางสวยงามอย่างที่เห็น มองไปข้างหลัง: ซ้ายมือเป็นป่า ขวามือเป็นเหว |
ผมบอกไปว่าสโนว์โมบิลนั้นคล้ายๆ มอเตอร์ไซค์ ... แต่ประสบการณ์ในการขับขี่นั้นไม่ค่อยจะเหมือนกันสักเท่าไหร่ ข้อดีก็คือสโนว์โมบิลนั้นล้มไม่ได้ แต่ข้อที่น่าตื่นเต้นก็คือสโนว์โมบิลนั้นอยู่บนพื้นหิมะ และพื้นหิมะที่เขาพาพวกเราขับขี่ไปครั้งนี้ไม่ใช่แค่ลานกว้างๆ แต่เป็นเส้นทางที่ขึ้นไปบนยอดเขา ข้างขวาเป็นป่าสน ข้างซ้ายเป็นหุบเหว หากพลาดพลั้งเลี้ยวไม่ได้-เบรกไม่ทัน หลุดออกนอกโค้งไปก็มีหวังได้กลิ้งลงเขาไปนอนเล่นใน Lake Tahoe ซึ่งอุณหภูมิตอนนี้ไม่น่าจะสูงกว่า 0 เซลเซียสสักเท่าไรนัก
| พักกลางทาง |
เส้นทางนั้นสวยงามมากแต่ก็น่ากลัวมากเช่นกัน ธรรมชาติก็เป็นอย่างนี้...สวยงามแต่น่ากลัว ขาขึ้นไปนั้นผมค่อนข้างใส่ใจกับการขับขี่มากจึงไม่ได้ชื่นชมธรรมชาติมากเท่าไหร่ แต่ขาลงนั้นกล้ามากขึ้นจึงขับได้อย่างคล่องแคล่วและสามารถชมความสวยงามรอบข้างได้อย่างอิ่มใจ
| วิวจากบนยอดเขา ทะเลหมอกที่เห็นข้างล่างทำให้รู้สึกราวกับว่าเราอยู่บนสวรรค์ |
พอขึ้นไปใกล้ยอดเขาก็จอดสโนว์โมบิลทิ้งไว้ แล้วเดินปีนโขดหิน (ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาหลายฟุต) ขึ้นไปบนยอด ภาพที่เห็นด้านล่างนั้นงดงามดุจภาพวาด ดุจนิยาย ดุจจินตนาการที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้ ถัดจากภูเขาที่เรายืนอยู่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นสนเขียวขจีคือทะเลสาบทาโฮ ถูกปกคลุมด้วยหมอกที่หนาอย่างกับเมฆ ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับยืนอยู่บนสวรรค์ ไกลออกไปอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบก็เป็นภูเขาล้อมรอบ เขาแต่ละลูกก็เหมือนกับภูเขาที่เรายืนอยู่ นั่นคือเขียวขจีที่โคน และขาวโพลนด้วยหิมะที่ยอด
| ทุกคนเท่ได้บนสโนโมบิล |
กว่าจะเล่นสโนว์โมบิลเสร็จฟ้าก็เริ่มจะมืดแล้ว พวกเราขับรถไปที่เมืองเมืองหนึ่งแถวๆ นั้นซึ่งมีที่ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าไปบนยอดเขา ได้ยินข่าวลือมาว่าที่นี่จะมีขบวนพาเหรดเพื่อฉลอง Christmas Eve พวกเราจึงเดินโต๋เต๋ไปรอบๆ ร้านรวงแถวๆ นั้น ร้านที่น่าสนใจที่สุดคือร้านขายช็อคโกแล็ต Rocky Mountain Chocolate Factory ซึ่งผมอดไม่ได้ที่จะซื้อช็อคโกแล็ตที่ทำเป็นรูปพลาสเตอร์ยา น่ารักมาก กะว่าจะเอาไปฝากหลานๆ ที่เมืองไทย .. แต่เนื่องจากผมมีหลานหลายคน และซื้อมาแค่กล่องเดียวจึงไม่รู้ว่าจะเอาไปให้ใครดี อีกทั้งช็อคโกแล็ตมันก็น่ากินซะเหลือเกิน น้าม็อคจึงต้องขอโทษมีน มายด์ มิว และมะหมี่ มา ณ ที่นี้ เพราะน้าม็อคและเพื่อนๆ ได้เอาของฝากของหลานๆ มาแบ่งกันทานไปเรียบร้อยแล้ว แหะๆๆ
| |
ซ้าย: กล่องพลาสเตอร์ยาช็อคโกแล็ต ขวา: แทรมโพลีนสำหรับเด็ก |
ยืนรอขบวนพาเหรดท่ามกลางความหนาวเย็นอยู่ตั้งนาน ในที่สุดพวกเขาก็เคลื่อนขบวนลงมา ใช่แล้ว...ผมใช้คำว่า "ลงมา" เพราะขบวนพาเหรดนี้ไม่เหมือนอันอื่นๆ ที่ผมเคยพบเห็น เขาไม่ได้เดินหรือขึ้นรถมาตามทางราบ แต่กลับเล่นสโนว์บอร์ดลงมาจากยอดเขา ในมือของแต่ละคนก็ถือคบไฟสีแดงสดใส .. มองจากระยะไกลก็เห็นเป็นลูกไฟสีแดงหลายๆ ลูก ไหลซิกแซ็กลงมาจากท้องฟ้า ดูน่าตื่นตาตื่นใจมาก
เสร็จจากการดูพาเหรดพวกเราก็มุ่งหน้าหาที่พัก เป้าหมายการเที่ยวถัดไปคืออุทยานแห่งชาติ Yosemite (อ่านว่า โยซีมิตี้) ซึ่งอยู่ไกลออกไปพอสมควร พวกเราเข้าพักที่โรงแรม Howard Johnson ในเมือง Modesto ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ระหว่างทาง
ค่ำคืนนี้ทุกคนเหน็ดเหนื่อยจึงตัดสินใจว่าคืนพรุ่งนี้จะหยุดพักผ่อนหนึ่งวัน จะไม่มีโปรแกรมเที่ยวใดๆ ดังนั้นคืนนี้จะต้องฉลองค่ำคืนก่อนวันคริสต์มาสกันให้สนุกสุดเหวี่ยง ค่ำคืนนี้เองที่พวกเราได้นำ "น้ำองุ่น" ตลอดจนเครื่องดื่มชนิดอื่นที่มีส่วนผสมทางเคมีคล้ายๆ กัน มาตั้งวงดื่มเพื่อชูกำลัง(หรือตัดกำลัง?)กันจนเกือบถึงเช้า
พวกเราไม่ได้ดื่มกินกันแบบไร้สาระ แต่ยังมีเกมต่างๆ ให้เล่น อาทิ เล่นไพ่แบบต่างๆ ถ้าใครแพ้ก็ต้องดื่ม, เล่นเกมเรียกชื่อ, ตลอดจนเกมที่ใช้สติปัญญาอย่างสูงส่งอย่างเกม "แจวเรือ" ที่ท่านโหน่งนำมาเผยแพร่แนะนำให้เพื่อนๆ เล่น (กติกาเป็นอย่างไรไม่ขอเล่า ถ้าอยากให้เล่าก็ต้องแลกด้วยเหล้านะจ๊ะ :D .... just kidding) ทุกคนต่างสนุกสนานไปตามๆ กัน
วันนี้วันคริสต์มาส เป็นวันหยุด พวกเราจึงหยุดเที่ยวหนึ่งวัน ตื่นเที่ยง ทานอาหารเช้า(ในยามบ่าย)กันที่ Burger Kings (ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ร้านที่เปิดให้บริการ) จากนั้นก็ไปนั่งคิดกันที่ร้าน Starbucks ว่าจะทำอะไรกันต่อดี
| ประชุมยามเช้า ณ ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ |
เมือง Modesto นั้นดูจะอ่อนน้อมถ่อมตนสมชื่อ เพราะดูเหมือนจะไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวหรือประวัติอะไรที่น่าสนใจเลย ยกเว้นเพียงเรื่องหนึ่ง ... จากการค้นคว้าใน wikipedia พบว่าเมืองนี้เป็นบ้านของคุณ Scott Peterson -- ฆาตกรชื่อดังที่เพิ่งถูกตัดสินประหารชีวิตไปเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาจากคดีฆ่าภรรยาซึ่งตั้งท้อง 8 เดือน [รายละเอียดเพิ่มเติม]
ยังโชคดีที่เมืองนี้มีโรงหนังและแหล่ง shopping อยู่แห่งหนึ่ง การดูหนังคงจะเป็นกิจกรรมที่สนุกที่สุดในวันนี้ พวกเราดูเรื่อง King Kong ซึ่งเป็นเรื่องเก่าเอามาสร้างใหม่ แต่สร้างได้ดีมาก ทุกคนดูแล้วประทับใจ
| สวนดอกไม้สีสดสวยใกล้ๆ โรงหนัง โปรดสังเกตนาฬิกา แล้วจะทราบว่าพวกเราตื่นสายกันเพียงไร |
ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่เคยพาไปดูคิงคองภาคเก่าๆ จำไม่ได้แล้วว่าภาคไหน แต่จำได้ว่าผมกลัวมากจนร้องไห้จะวิ่งออกจากโรงหนังเสียให้ได้ คราวนี้มาดูตอนโตแล้วก็รู้สึกขำตัวเอง(ว่าตอนนั้นตูกลัวไปได้ยังไง?) ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก ภาพสวย เทคนิคพิเศษดูดี (สีหน้าของคิงคองดูสมจริงมาก) แถมเนื้อเรื่องก็ซาบซึ้ง ประทับใจ มีอารมณ์ขันอีกต่างหาก
วันนี้พวกเรามุ่งหน้าไปสู่ Yosemite National Park (อุทยานแห่งชาติโยซีมิตี้) ซึ่งตั้งอยู่บนแนวเทือกเขา Sierra Nevada ความงดงามดั่งสวรรค์ของที่นี่ทำให้แต่ละปีมีผู้มาท่องเที่ยวถึงกว่าสามล้่านคน แถมยังไ้ด้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2527 อีกด้วย (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)
| แม้ทางจะคดเคี้ยวและลาดชัน แต่คนขับของเราก็สู้ไหว คงเป็นเพราะมีสาวๆ คอยให้กำลังใจ อิอิ |
กว่าจะเข้าไปถึงได้นั้นต้องผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยว ลาดชัน ลัดเลาะผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า อากาศหนาวเย็น จะว่าไปแล้วก็คล้ายๆ กับเส้นทางบนเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ต่างกันนิดหน่อยตรงที่ที่นี่ไม่ได้มีภูเขาเพียงอย่างเดียว ระหว่างทางยังมีแหล่งน้ำ (แม่น้ำ ทะเลสาบ น้ำตก) สวยๆ ให้เราได้แวะถ่ายรูปเล่นมากมาย
| หยุดพักถ่ายรูปกับทะเลสาบระหว่างทาง (ชื่ออะไรก็ไม่ทราบ) (ภาพบนขวาถ่ายโดยกล้องฆนัท) |
การเดินทางวันนี้เป็นไปด้วยความเชื่องช้า ไม่ใช่เพราะทางที่คดเคี้ยวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความสวยงามของเส้นทางทำให้เราอดไม่ได้ที่จะต้องจอดแวะถ่ายรูปอยู่บ่อยๆ ความสวยงามของที่นี่ทำให้ผมอุทานออกมาหลายครั้ง (อย่างไม่ค่อยจะ make sense สักเท่าไหร่) ว่า "โอ้วว.. นี่มันสวยอย่างกับเมืองนอก!!"
| ณ จุดชมวิวระหว่างทาง ภูเขาช่างดูสวยงามเหมือนในหนังจีน (ภาพบนถ่ายโดยกล้องฆนัท) |
เส้นทางส่วนที่ผมเห็นว่าสวยงามมากที่สุด และ "เหมือนเมืองนอก" มากที่สุดก็คงเป็นช่วงที่ใกล้ถึงทางเข้าอุทยานฯ ช่วงนี้สองข้างทางเป็นต้นสนเรียงรายกันไปตลอดทาง ขับๆ ไปจะพบว่าระดับความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอากาศก็เย็นลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน ในที่สุดต้นสนสีเขียวๆ เหล่านั้นก็เริ่มถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาว พื้นข้างๆ ก็ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนไปหมดอย่างกับขนมเบเกอรี่ถูกโรยด้วยไอซิ่ง
| เส้นทางที่สวยงามมากที่สุด รายรอบด้วยต้นสนที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีจากเขียวขจีเป็นขาวโพลนด้วยหิมะ |
ระหว่างทางพบเห็นน้ำตกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ไกลๆ ผมเดาว่าพวกเราคงกำลังมุ่งหน้าไปที่น้ำตกนั้น แต่ด้วยความรอไม่ได้และความอดทนไม่ได้ต่อความสวยงามของวิวแม้จากระยะไกล พวกเราก็จอดรถลงถ่ายรูปกันอีกครั้ง ภาพที่เห็นคือภูเขาสูงๆ อยู่ไกลๆ มีน้ำตกซึ่งเป็นต้นน้ำของลำธารสายเล็กๆ ลำธารนั้นไหลลัดเลาะตามทางระหว่างภูเขาที่รายล้อมอยู่ทั้งสองข้างจนมาถึงจุดที่พวกเรายืนอยู่ ช่างเป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจยิ่งนัก
| |
ใครใส่แว่นนี้แล้วเท่ที่สุด? ช่วยผมตัดสินที :D (หมายเหตุ: เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะชักชวนให้ทุกคนยอมใส่แว่นนี้ ผมภูมิใจมากที่ทำสำเร็จ) |
| น้ำตกที่ผมกล่าวถึงในย่อหน้าที่แล้ว |
พวกเราได้พบกับน้ำตกเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชื่อว่า Cascade Falls น้ำตกนี้เข้าถึงได้ง่ายมากเพราะมันอยู่ใต้สะพานที่พวกเราขับรถผ่านนี่เอง ผมและเพื่อนๆ เดินลัดเลาะโขดหินไปนิดเดียวก็ได้สัมผัสกับน้ำอันเย็นเฉียบ นี่หากเป็นหน้าร้อนก็น่ากระโดดลงไปเล่นเสียหน่อย แต่หน้าหนาวอย่างนี้ขืนโดดลงไปคงแข็งตายภายในหนึ่งนาที
| น้ำตก Cascade น้ำเย็นมากกกครับ หากยังรักชีวิตอย่าได้คิดโดดลงไปเป็นอันขาด |
บทสนทนาต่อไปนี้เกิดขึ้นระหว่างการเยี่ยมชมน้ำตก (ขออนุญาตปกปิดชื่อจริงของผู้พูด):
ใครคนหนึ่ง: เอ๊ะ cascade นี่มันแปลว่าอะไรนะ?
ใครอีกคนหนึ่ง: อ้อ .. cascade ก็คือถ้าอันนึงถูกลบ อีกอันต้องถูกลบด้วย
ใครอีกซักคน: เฮ้ย ใครเอาไม้ตีเนอร์ดมาทีซิ!
(หมายเหตุสำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจมุข: คุณโชคดีแล้วที่ไม่เข้าใจ)
และแล้วเราก็มาถึงทางเข้าอุทยานฯ เสียค่าผ่านทาง $20 ต่อคัน รู้สึกว่าตั๋วผ่านทางจะใช้ได้ราวๆ สิบวัน
พวกเราแวะทานข้าวกันที่บริเวณร้าน Village Store ซึ่งมีของที่ระลึกและอาหารขายมากมาย อาหารมื้อนี้คือขนมปัง แฮม ไก่ย่าง หมูอบ ฯลฯ ทุกคนซื้อมานั่งล้อมวงทานด้วยกันอย่างอบอุ่น (ถึงแม้อากาศจะไม่อบอุ่นสักเท่าไร)
| |
ต้นไม้รูปร่างประหลาด หน้าร้าน Village Store (เห็นแล้วโปรดอย่าคิดมาก) |
ทานอาหารเสร็จก็เริ่มจะเย็นแล้ว สถานที่สุดท้ายที่พวกเราได้ไปก่อนค่ำก็คือ Half Dome -- ยอดเขาหินแกรนิต มีรูปร่างเป็นโดมซึ่งแตกหายไปครึ่งหนึ่ง (มีเว็บหนึ่งเขียนไว้ว่า ครึ่งที่หายไปนั้นแตกและตกลงมาโดยธารน้ำแข็งที่เคลื่อนผ่านสมัยยุคน้ำแข็ง (Ice Age))
| ภาพของ Half Dome มุึมนี้ดูโรแมนติกมาก มีคนบอกว่า Half Dome ดูเหมือนหินตาหินยาย .. ผมยังดูไม่ออกว่ามันเหมือนได้ยังไง!? ใครรู้ช่วยบอกที? |
ท้องฟ้ามืดแล้ว เส้นทางที่นี่ก็มืดมาก ไปเที่ยวที่ไหนไม่ได้แล้ว พวกเราจึงเช็คอินเข้าโรงแรมแล้วก็นั่งๆ นอนๆ พักผ่อนรอเวลาอาหารมื้อค่ำ โรงแรมที่นี่ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ (พวกเราใช้ Cingular) นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดี พวกเราคุยกับคอมพิวเตอร์ไม่ได้ คุยกับโทรศัพท์ก็ไม่ได้ จึงนั่งคุยกันเองมากเป็นพิเศษ
ได้เวลาอาหารค่ำ ร้านอาหารที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปราวๆ สิบไมล์ ร้านนี้บรรยากาศคล้ายๆ บาร์โบราณ บนเพดานมีอุปกรณ์การเกษตรห้อยประดับอยู่เต็มไปหมด ทั้งรถเข็นไม้ จอบ เสียม ฆ้อน รวมทั้งเลื่อยอันใหญ่ที่อยู่บนหัวของผมเลย ผมภาวนาว่ามื้อนี้ถ้าไม่อร่อยก็ไม่ว่ากัน ขออย่าให้ไอ้ของพวกนั้นมันหล่นลงมาเป็นใช้ได้
ระหว่างรออาหารที่สั่งไว้ทุกคนก็เล่น pool ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ห้องอาหาร ผลัดกันยิงคนละทีสองที จำไม่ได้แล้วว่าใครชนะ ใครแพ้ จำได้แต่ว่าผมยิงลูกแรกลง หลังจากนั้นก็แทบไม่ลงอีกเลย
| เล่น Pool ด้วยกันระหว่างรออาหาร (เกม Pool มีอุปกรณ์การเล่นคล้ายสนุกเกอร์ แต่กติกานั้นคนละเรื่องกันเลย) |
อาหารที่ผมสั่งคือแฮมเบอร์เกอร์ แต่ไม่ใช่เบอร์เกอร์เนื้อวัว มันคือเบอร์เกอร์เนื้อกระบือ ... ก่อนจะทานผมปลอบใจตัวเองว่า "ไม่เป็นไร คนอเมริกันไม่ได้ใช้ควายไถนา ควายที่นี่ไม่ได้มีบุญคุณกับเรามากเหมือนควายไทย กินได้น่า กินได้..."
ควายก็อร่อยดีเหมือนกัน
| ผมทานๆ อยู่ ก็มีคนตะโกนว่า "เฮ้ย กินตัวเองอร่อยไม๊?" |
คืนนี้มีเหตุการณ์ตื่นเต้นบางประการเกิดขึ้น เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการที่กุญแจห้องหายไป แต่ในที่สุดก็หาเจอ อย่างไรก็ตามหลังจากคิดไตร่ตรองดูหลายตลบ ผมตัดสินใจที่จะไม่เล่ารายละเอียดต่อสาธารณชน ใครต้องการทราบเรื่องนี้ก็ขอเชิญหลังไมค์นะครับ ... :P
วันนี้พวกเราต้องเดินทางไกล 300 กว่าไมล์ (ข้อมูลจาก maps.google.com) จาก Yosemite ไปสู่ Los Angeles ที่เที่ยวแห่งเดียวที่พวกเราได้ไปก็คือ Mirror Lake (ทะเลสาบกระจก) ที่โหน่งแนะนำมาว่า "น่าจะสวย" ... คงจะสวยจริงๆ เพราะวันนี้วันเดียวพวกเราไปที่นี่ถึงสองรอบ เหตุการณ์เป็นอย่างไรโปรดติดตามชม
| ซ้าย: ขวา: เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความหนาว อ.ยศวรรณ ชื้อชาร้อนๆ มาถือไว้ตลอดเวลา |
ณ Village Store ใกล้ๆ กับต้นไม้ที่กล่าวถึงเมื่อวานนี้เป็นป้ายรถเมล์ที่บริการพาวนไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในอุทยานฟรี (จะไม่ฟรีได้ไง ก็จ่ายค่าเข้ามาแล้วตั้ง $20) ขึ้นรถไปสักพักคนขับก็ประกาศเสียงเครียดว่า "ที่นี่มีหมีอยู่เยอะ ดุเสียด้วย ถ้าหากคุณถูกหมีวิ่งไล่เรามีคำแนะนำอยู่ว่าอย่าได้พยายามวิ่งหนีขึ้นมาบนรถเมล์เป็นอันขาด ตามกฏแล้วเราจะไม่มีอนุญาตให้ใครก็ตามขึ้นรถพร้อมกับหมีเป็นอันขาด"
(เงียบไปสิบวินาที)
"พูดเล่นค่ะ พูดเล่น" คนขับประกาศแก้ "อีกสักครู่ดิฉันจะบอกวิธีป้องกันภัยจากหมีที่ถูกต้องให้"
ยังไม่ทันที่จะได้ฟังคำแนะนำที่ถูกต้องรถก็ถึงที่หมาย พวกเราจึงลงจากรถ แต่ไม่เป็นไร เจอป้ายหนึ่งเขียนคำแนะนำไว้ว่า "ถ้าพบหมีจงทำเสียงดัง ปรบมือ ตีเกราะ เคาะไม้ ยืนรวมกลุ่มกันไว้เพื่อให้หมีกลัว" นอกจากนี้ยังเตือนว่า "หมีสามารถบุกเข้าไปในรถหรือในเต้นท์ได้เพื่อหาอาหาร อย่าทิ้งอาหารที่มีกลิ่นไว้เป็นอันขาด"
มองหาป้ายที่ชี้สู่ Mirror Lake พบว่าอยู่ห่างไปเพียงแค่ไมล์เดียว เดินๆ ไปสักพักก็พบกับแหล่งน้ำแหล่งหนึ่ง สวยพอสมควร แต่ไม่เห็นจะมีป้ายชื่อว่านี่คืออะไร ทุกคนคิดตรงกันว่านี่คงไม่ใช่ Mirror Lake ที่เราค้นหา เราควรจะเดินต่อไป
เดินไป เดินมา ฝนเริ่มตก ทางเริ่มเป็นโคลน เอ๊ะ ชักไกลแล้วนะ ทำไมไม่ถึงเสียที ทุกคนชักเอะใจว่าโหน่งพาพวกเรามาถูกทางหรือเปล่า เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินสวนมาเราก็ถามว่า Mirror Lake อยู่ทางไหน กลุ่มแรกก็บอกว่าเราเดินถูกทางแล้ว เดินไปอีกหน่อยก็ถึง สวยงามมาก รับรองคุ้มค่ากับการเดิน ... เอ้า พวกเราก็เดินต่อ
เดินไป เดินมา อ้าว..นานแล้วนะ มันก็ยังไม่ถึงแฮะ เห็นนักท่องเที่ยวเดินสวนมาอีกกลุ่ม เราถามด้วยคำถามเดิม แต่คราวนี้เขาตอบแปลกๆ ... เขาชี้ทางย้อนกลับไปทางเดิมแล้วบอกว่ามันอยู่ทางนั้น เราก็เถียงเขาซะอีกว่า จะเป็นไปได้ไง เราเดินมาจากทางนั้น .. และแล้ว ไม่รู้เขาคิดอย่างไร ก็เลยเออออด้วย ชี้บอกให้ไปอีกทางนึง บอกว่าอีกครึ่งไมล์ก็ถึงแล้ว
พวกเราเดินต่อไป (ก็มีทางเลือกอื่นไหมล่ะ? มาไกลขนาดนี้แล้วถ้าเดินกลับก็เสียฟอร์ม) ทางสวยดี แต่ชักจะเริ่มไม่เห็นความสวยแล้ว มันเหนื่อยแล้ว ผมเริ่มคิด "นี่มันหนึ่งไมล์จริงๆ เหรอ? ... สงสัยจะหนึ่งไมล์แม้วละมั้ง"
อ้าาาาาา!! ในที่สุด ในที่สุด พวกเราก็มาถึง Mirror Lake จนได้ คราวนี้เรารู้แน่นอนเพราะมีป้ายบอกชัดเจน พวกเราดีใจมาก แต่แป๊บเดียวความดีใจก็เปลี่ยนเป็นความตกใจ และแค้นใจ เมื่อเราสังเกตว่า...
"อ้าว.. เฮ้ยยย นี่มันทะเลสาบอันเดิมที่เรามาถึงตั้งแต่แรกแล้วนี่หว่า!!!"
| นี่ไง! ทะเลสาบกระจกที่เราค้นหามาแสนนาน |
ใช่แล้วครับ พวกเราเดินไปอ้อมป่า (เป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง) โดยไม่รู้ตัวเพื่อที่จะกลับมาที่แห่งเดิม (ซึ่งเราเดินมาถึงตั้งแต่ 20 นาทีแรก) มิน่าล่ะ... นักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นถึงได้ชี้ให้เราเดินกลับทางเดิม!
| ทุกคนหน้าตาชื่นมื่น เมื่อได้พบกับความงามของ Mirror Lake และภูเขาที่ล้อมรอบ |
ถึงแม้ว่าแสงตะวันจะเริ่มจางลงแล้ว Mirror Lake จากมุมนี้ก็ยังดูสวยมาก (สวยกว่าคราวแรก คงเป็นเพราะเราลงทุนเดินไปมาก เลยต้องมองให้มันสวยขึ้น) ทะเลสาบน้ำนิ่ง สะท้อนภาพภูเขาที่อยู่ด้านหลังอย่างกับกระจกเงา พวกเราแวะถ่ายรูปและชื่นชมความสวยงามอย่างเต็มอิ่ม
ธรรมชาติกับความรักนั้นก็มีส่วนคล้ายกัน มีความสวยงามแต่ก็แฝงไปด้วยความน่ากลัว บางครั้งมันก็หลอกให้เราหลงทาง บางครั้งเรามาถึงมันแล้วเราก็ยังไม่รู้ตัว กลับหลงไปหาคนอื่นๆ อีกมากมาย กว่าจะกลับมาสู่คนที่ถูกต้องได้ก็เกือบสายเกินไป (แหวะ อ้วก .. เน่า... ขอเซนเซอร์)
| แม้จะหลงป่า แต่ก็ไม่มีใครทำท่าเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย (ก็กำลังอยู่หน้ากล้องนี่หว่า) |
ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนแห่งการเดินทาง เส้นทาง 300 กว่าไมล์สู่ Los Angeles นั้นถึงจะยาวไกลและมืดมิด แต่พลขับมือหนึ่งของเราอันประกอบด้วยแก๊บและเล็กก็พาทุกๆ คนถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย
ผมนั่งรถคันที่เล็กขับ ต้องขอชื่นชมว่าขับได้อย่างปลอดภัยและไม่มีอาการง่วงเลยตลอดทาง คงจะเป็นเพราะได้รับกำลังใจ(จาก....?)เป็นอย่างดี
จังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย ในความหมายของคนแถวนี้ไม่ใช่นครสุวรรณภูมิตามที่ท่านนายกฯ (สุดที่รักของพวกเรา) เคยนำมาขายฝัน/โฆษณา/ให้วิสัยทัศน์ไว้เมื่อปีที่แล้ว แต่หมายถึงเมือง Los Angeles อันยิ่งใหญ่นี่เอง
ความจริงแล้วจะพูดอย่างนั้นก็เวอร์ไป คนไทยยังไม่ได้ take over เมือง Los Angeles (ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่า LA) เสียทั้งหมด เราแค่แผ่อาณาเขตไปในช่วงไม่กี่บล็อคถนน ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Thai Town (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.fiery-foods.com/dave/thaitown.asp)
ไทยทาวน์ตั้งอยู่บนถนน Hollywood Blvd (อ่านว่า ฮอลลีหวูด บูลเลอหวาด) ระหว่างถนน Normandie Ave และ Western Ave (ข้อมูลจาก wikipedia) ห่างไปไม่ไกลก็คือย่านฮอลลีวูดอันโด่งดังที่มีดารามาเดินเล่นกันขวักไขว่
ใช่แล้ว! จุดที่น่าสนใจของไทยทาวน์จะเป็นอย่างอื่นไปเสียไม่ได้นอกจากร้านอาหารไทยซึ่งมีอยู่เกลื่อนกลาดไปหมด มีให้เลือกเยอะแยะ ทั้งแบบหรูๆ และแบบโทรมๆ ทั้งร้านไทยแท้ๆ และร้านไทยแบบดัดแปลงรสชาติ ทั้งร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านขนม ร้านอาหารอีสาน มีไปหมดทุกอย่าง!
แม้นอกไทยทาวน์ก็ใช่ว่าจะไม่มีร้านอาหารไทย จากการขับรถวนรอบเมือง แม้จะไม่ได้ตั้งใจสังเกตเลยสักนิดแต่ผมก็เห็นร้านอาหารไทยผ่านตาไปเป็นระยะๆ ผมเคยไปเที่ยวมาหลายเมือง ยังไม่เคยเจอเมืองไหนเลยที่จะอบอุ่น (อุ่นใจ..อุ่นท้อง) ราวกับอยู่เมืองไทยได้มากเท่า LA
| ร้า้น บ้านขนมไทย สีสันสดสวย อร่อยอีกต่างหาก |
ร้านแรกที่แวะคือร้านขนมชื่อ "บ้านขนมไทย" ร้านนี้ทำพวกเราทุกคนตื่นเต้นไปตามๆ กันเพราะมีขนมไทยๆ ขายหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น มะขามแก้ว ฝรั่งแก้ว ปลากรอบ ข้าวแต๋น ข้าวตัง ขนมผิง ขนมถ้วย โรตีสายไหม ขนมปังสังขยา ข้าวเหนียวสังขยา น้ำเก็กฮวย กะท้อนแช่อิ่ม มะม่วงดอง ข้าวเหนียวถั่วดำ ฯลฯ .. โอย เขียนไปคนเขียนก็ชักจะหิวเองซะแล้ว เอาเป็นว่าท่านผู้อ่านจินตนาการต่อเอาเองว่าร้านนี้จะมีอะไรอีก
ผมเดินเข้ามาร้านนี้พร้อมกับเล็ก แฟง และฆนัท ... พวกเราทุกคนมีอาการช็อคกันมาก เหล่านี้เป็นบทสนทนาที่พอจะจับใจความมาได้ ...
เล็ก: โอ ... ตื่นตาตื่นใจมาก
แฟง: แฟงแบบว่า..ตาลาย อยากกินหลายอย่างมากเลยเพื่อน
ฆนัท: for (;;) printf("เราอยากอยู่แถวนี้ กำลังอยากย้ายมาอยู่แถวนี้\n"); // (ประมาณว่า พูดซ้ำหลายรอบมาก ถามอะไรก็ไม่ตอบ ฆนัทพูดแต่ประโยคนี้)
| ร้านเรือนแพ และเมนูบางส่วน แค่อ่านเมนูก็น้ำลายสอแล้ว |
พวกเราทานมื้อกลางวันกันที่ร้าน "เรือนแพ" (เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้น่ารักมากว่า ... Ruen Pair) อยู่ตรงข้ามร้านบ้านขนมไทยนั่นเอง ถึงแม้จะได้รับเกรด C จากกรมสุขภาพของ LA แต่จากประสบการณ์พวกเราก็ไม่มีใครท้องเสียเลยสักคน ตรงกันข้าม ทุกคนกลับมีความสุขกันมาก กลับมาทานร้านนี้อีกถึงสามครั้งสามครา
อาหารที่พวกเราสั่งนั้นมีอะไรบ้างผมจำไม่ค่อยได้แล้ว รู้แต่ว่า คอหมูย่าง ซุบหน่อไม้ ไก่ย่าง ปลาดุกผัดเผ็ด ฯลฯ อร่อยมากกกกกกกกกก (ท่านผู้อ่านโปรดอย่าอิจฉาผม เพราะตอนนี้ผมอิจฉาตัวเองให้เรียบร้อยแล้ว) แก๊บถูกใจในส้มตำปูมากถึงกับสั่งอีกจาน เอาแบบเผ็ดพิเศษ (เผ็ดลาวๆ) ปรากฏว่าได้ผล คนที่ทานเข้าไปเหงื่อแตก หน้าแดง น้ำตาไหลกันยกใหญ่
ทานอาหารอิ่มท้องพวกเราก็เที่ยวต่อ จุดหมายถัดไปคือการชมพระอาทิตย์ตกดินที่ชายหาด Santa Monica (ซานตา โมนิก้า) ซึ่งเป็นเมืองรีสอร์ทอันเลืองชื่อทางตะวันตกของ LA
มันน่าเศร้าไหม? พวกเราตื่นมา ยังไม่ทันทำอะไรเลยนอกจากทานอาหารมื้อเดียว เรายังไปชมพระอาทิตย์ตกดินไม่ทัน!!! ... พวกเราขี้เซากันขนาดนั้นเชียวหรือ? (คำตอบคือ ... sadly, but not surprisingly, yes.)
| บนซ้าย: ภิพิธภัณฑ์รวมของสุดยอดของโลก บนขวา: ภิพิธภัณฑ์เรื่องอย่างว่า ล่างซ้าย: ภิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ล่างขวา: Chinese Theater |
แต่ไม่เป็นไร ระหว่างทางซึ่งขับผ่าน Hollywood Blvd เราได้พบสิ่งน่าสนใจมากมาย อาทิ Erotic Museum (พิพิธภัณฑ์..เอ่อ...อีโรติก), Guinness Museum (พิพิธภัณฑ์ของกินเนสบุค), Wax Museum (ภิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง), Chinese Theater, ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้พบเห็นสถานท่องเที่ยวคาวโลกีย์มากมาย (เกลื่อนกลาดกว่าร้านอาหารไทย)
| ซ้าย: แก๊บกำลังขับรถไปตามถนนฮอลลีวูดอย่างภาคภูมิ ขวา: บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ อันเลืองชื่อ |
อ้อ! อีกสิ่งหนึ่งที่สะดุดตา (แม้จะไม่ได้อยู่บนถนน Hollywood) ก็คืออาคารสำนักงานขนาดใหญ่ของบริษัท Herbalife ... โอ้ โอ้ ... ที่แท้มันอยู่ที่นี่นี่เอง ต้นกำเนิดวัฒนธรรม "Work at home" อันลือเลื่องไปทั่วอินเตอร์เน็ต
มาถึงชายหาด Santa Monica ก็ค่ำแล้ว สิ่งที่ได้เห็นคือแสงตะวันรอนๆ พอถ่ายรูปออกมาก็จะเห็นคนเป็นเงาตะคุ่มๆ แต่ไม่เป็นไร ภาพเงาเราก็จะเอาให้สวยให้ได้ ไหนๆ อุตส่าห์ดันด้นมา .. แถมพวกเรายังมีฆนัทผู้เชี่ยวชาญด้านกล้อง high-end จึงต้องตั้งท่าถ่ายรูปให้คุ้มค่า
| |
ลองทายสิว่าภาพนี้สื่้อข้อความว่าอย่างไร? ลองทายสิว่าใครเป็นใคร? |
ใครบางคนออกแนวคิดให้ทุกคนยืนเป็นแถวตอนหันหน้าออกจากทะเลแล้วชูแขนขึ้นด้วยมุมต่างๆ กัน .. ใครบางคนเลือกที่ยืนใกล้กับริมน้ำมากแต่คนอื่นก็ไม่ได้ทักท้วง ระหว่างที่ยืนตั้งท่ากันอยู่ ตากล้องนับ หนึ่ง ... สอง .. แต่ยังไม่ทันสามก็ได้ยินเสียง โครม! ตามด้วย ว้าก, ว้าย, และ เฮ้ยยยย!! เมื่อพบว่าคลื่นสูงๆ ได้สาดใส่ขากางเกงและรองเท้าของพวกเราเปียกโชกไปตามๆ กัน
รองเท้าหนังของผมอมน้ำเข้าไปทำให้หนักแสนหนัก เดินลำบากขึ้นเยอะ แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุด .. กว่าจะเดินกลับไปถึงรถผมต้องนำรองเท้าเปียกๆ เดินลุยหาดทรายอันกว้างใหญ่ ทำให้รองเท้าสีน้ำตาลของผมกลายเป็นสีขาวๆ เทาๆ ด้วยทรายแห่งซานตาโมนิกา
| ต้นคริสต์มาสบนถนนวอล์กกิ้งสตรีท ที่ซานตา โมนิกา |
เดินลุยชายหาดเสร็จพวกเราก็แวะที่ walking street แห่งหนึ่ง ใน Santa Monica เดินชมร้านรวงต่างๆ สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ .. สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือกลุ่มวัยรุ่น ท่าทางเถื่อนๆ กลุ่มหนึ่งซึ่งหารายได้อย่างสุจริตด้วยความสามารถพิเศษ ประมาณทุกครึ่งชั่วโมงเขาจะเรียกผู้คนให้มายืนมุง แล้วเปิดเพลงแดนซ์มันส์ๆ เต้น break dance โชว์ผู้คนที่ผ่านไปมา ท่าเต้นพวกนี้คนหัวโบราณมักบอกว่าเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า ดิ้นไปดิ้นมา ผมก็ว่าจริง แต่เป็นไส้เดือนที่มีศิลปะสูงส่งมาก ผมเองชาตินี้คงไม่มีวันทำได้
ราวหนึ่งทุ่มพวกเราก็กลับมาสู่โรงแรม นี่เป็นวันที่ 9 ของการเที่ยวแล้วจึงสมควรแก่เวลาที่จะซักผ้ากันเสียที วนหาร้านซักผ้าอยู่นาน ในที่สุดก็เจอ ร้านนี้ถังซักและถังอบใหญ่มาก ค่าซักก็ไม่แพง เรื่องซักผ้านี้ไม่รู้จะเล่าไปทำไม ดูจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเพราะชีวิตนี้เคยทำมาแล้วไม่รู้กี่ร้อยครั้ง แต่เราก็ยังทำเรื่องตื่นเต้นให้เกิดขึ้นอีกจนได้
พวกเราลืมกุญแจรถไว้ในรถ
โชคดีที่แก๊บทำประกันภัยไว้กับบริษัท AAA ซึ่งมีบริการดีเยี่ยม หลังจากโทรไป 20 นาทีเขาก็จัดแจงส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยงัดรถให้ ผมยืนถ่ายวิดีโออยู่ หวังจะบันทึกเหตุการณ์ว่าเขางัดรถกันอย่างไร เห็นเจ้าหน้าที่เดินลงมาพร้อมกับถุงอุปกรณ์ครบครัน มีตั้งแต่เครื่องมือขนาดเล็กและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ประมาณว่าหากงัดเบาๆ ไม่สำเร็จก็คงจะทุบเอาเสียเลย
อย่างไรก็ดีแผนการถ่ายวิดิโอของผมไม่สำเร็จ พอเขาเห็นผมยืนถือกล้องอยู่ก็เดินเข้ามาบอกให้เก็บกล้องทันที ... แหม อะไรกัน แค่วิชางัดแงะนิดหน่อย ต้องหวงกันด้วย
| อาหารมื้อค่ำ ที่ร้านสนามหลวงคาเฟ่ |
มื้อค่ำวันนี้ทานที่ร้าน "สนามหลวงคาเฟ่" ที่ไทยทาวน์อีกเช่นเคย อาหารที่สั่งก็อย่างเช่น หมูกรอบ หมูแดง ข้าวหน้าเป็ด ข้าวมันไก่ ผัดซีอิ๊ว ขาหมู อิ่มอร่อยไปตามๆ กัน
วันนี้เป็นวันแห่งความสนุกสนาน พวกเราตัดสินใจไปเที่ยวสวนสนุก Six Flags ทุกคนพยายามตื่นแต่เช้าตรู่จะได้เล่นเครื่องเล่นได้คุ้มๆ
ตั๋วราคาใบละ $50 แต่ซื้อทางอินเตอร์เน็ตจึงลดไปได้ $20 ... อันนี้ต้องยกความดีให้กับฆนัทซึ่งไม่ได้ไปสวนสนุกด้วยกัน แต่กลับอุตส่าห์ช่วยพวกเราค้นหาคูปองแล้วซื้อลดราคามาได้ ตอนเช้าก็ยังจัดแจงเอาตั๋วไปพิมพ์ที่ร้าน FedEx Kinko's ให้ทุกคน
| บน: รถทุกคันมุ่งหน้าสู่ Six Flags ล่างซ้าย: เครื่องเล่นที่เราไม่ได้เล่น ล่างขวา: เครื่องเล่นชื่อ Superman .. ดูสูงและมันส์ที่สุดในเครื่องเล่นทั้งปวง แต่น่าเสียดายที่คิวยาว อดเล่น |
เครื่องเล่นที่ Six Flags นี้โหดสะใจดีมาก เสียดายว่าวันที่เราไปนั้นคนเยอะ คิวยาว แถมเครื่องเล่นบางอย่างก็ปิดทำการเพื่อปรับปรุง ทำให้แถวรอเครื่องเล่นอื่นยาวขึ้นไปอีก ... คิดแล้วมันน่าแค้นใจ ถ้าจะปิดเครื่องเล่นไหนก็น่าจะประกาศเสียหน่อยเผื่อว่าคนอื่นเห็นแล้วจะได้เปลี่ยนใจไม่มา คิวจะได้ไม่ยาวขนาดนี้
อากาศไม่ร้อน .. แต่คิดอย่างไรไม่ทราบ เครื่องเล่นชิ้นแรกที่เราเลือกเล่นคือ ล่องแก่ง (เรียกชื่อตามแดนเนรมิตร .. จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้) เนื่องจากไม่ทราบว่าน้ำจะกระฉอกขึ้นมาตอนไหนผมจึงไม่กล้าหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเลย หลังจากเล่นเสร็จแล้วผู้คนก็เปียกบ้าง ไม่เปียกบ้าง เล็กเปียกมากที่สุดเพราะถูกหลอก(หรือเต็มใจ?)ให้นั่งหน้าสุด ส่วนผมไม่เปียกเลย แหะๆๆ ก็ผมนั่งอยู่หลังสุด แถมยังใส่ jacket และคลุม hood ไว้อย่างมิดชิด
| แถวบน: แก๊บ เล็ก โหน่ง เฮียกอล์ฟ ขึ้นนั่งบนโรลเลอร์โคสเตอร์ด้วยความมั่นใจ แถวล่าง: คนแปลกหน้าที่นั่งข้างๆ ผม และลูกๆ ของเขา (ผมอยากจะขอให้เขาถ่ายรูปให้ แต่ไม่กล้า กลัวกล้องหล่น) |
เครื่องเล่นชิ้นต่อมานั้นชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว เป็นโรลเลอร์โคสเตอร์สีเหลือง รางสีส้ม ต้องยืนต่อคิวกว่า 1 ชั่วโมงครึ่งกว่าจะได้เล่น แต่ก็คุ้มค่ารอเพราะสนุกมาก มันส์มาก วิวก็สวยมาก ผมขึ้นไปแล้วได้ทำสิ่งที่อยากทำมานานแต่ไม่เคยกล้า นั่นคือถือกล้องไว้ข้างหน้าแล้วบันทึกวิดิโอไว้ตลอดทาง ... นับเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นไม่น้อย เพราะไม่ใช่จะต้องห่วงแค่ตัวเอง แต่ยังต้องห่วงกล้องอีกด้วย บางครั้งที่เป็นขาลง ถูกกระแทกหนักๆ เข้า ก็ยากที่จะชูมือไว้ได้ กล้องก็เลยสั่นๆ พลิกไปพลิกมาบ้างพอสมควร
| เครื่องเล่นชื่อ แบทแมน ซ้าย: ที่นั่งอันรัดกุม
|
เครื่องเล่นที่สามมีชื่อว่า Batman คราวนี้ที่นั่งของผู้เล่นไม่ได้ตั้งอยู่บนราง แต่ถูก "ห้อย" อยู่กับราง สภาพของรางนั้นบิดไปบิดมา เรียกได้ว่าไม่ได้แค่กลับหัวอย่างเดียว แต่ยังถูกเหวี่ยงไปทุกทิศทุกทาง คราวนี้โหน่งรับหน้าที่เป็นตากล้อง บันทึกวิดิโอการผจญภัยกลับมาได้ แต่น่าเสียดายที่วิวถูกบังโดยที่นั่งแถวหน้าเสียหมด เลยไม่ค่อยได้เห็นอะไรเท่าไหร่นัก
| แฟงเล่นเกมชนะ ได้สัตว์เลี้ยงมาหนึ่งตัว |
พวกเราเริ่มเหนื่อยกับการต่อคิวยาวๆ จึงตัดสินใจพักยก เริ่มจากการเล่นเกมปาของชิงรางวัล มีทั้งปาเหรียญ ปาลูกเบสบอล และปาถุงทราย .. หลายคนลองเล่นเพื่อพิสูจน์ฝีมือตนเอง แต่ไม่มีใครได้รางวัลเลยยกเว้นแฟงซึ่งได้น้องหมาสีม่วงตัวเล็กๆ มาหนึ่งตัว
| ทุกคนเคร่งเครียด ราวกับอยู่ในสงครามจริง (สังเกตปืนสี ชมพู-ฟ้า น่ารักมาก) |
จากนั้นเป้าหมายต่อไปคือห้องเกม เต็มไปด้วยตู้เกมต่างๆ มากมาย ทั้งเกมเต้น, เกมยิงปืน, เกมเตะฟุตบอล (ซึ่งมีลูกฟุตบอลให้เตะจริงๆ), เกมฟันดาบ (ซึ่งควบคุมโดยการถือดาบแกว่งไปมาในบริเวณที่มีระบบ motion sensor ติดตั้งอยู่), เกมขับรถ, ฯลฯ รู้สึกว่าพวกเราจะจ่ายสตางค์ให้ห้องนี้ไปเยอะพอสมควร
ก่อนจะกลับพวกเราได้เล่นเครื่องเล่นอีกสองอย่าง อย่างแรกเป็นโรลเลอร์โคสเตอร์รางไม้ ซึ่งไม่สูง ไม่เร็ว และไม่มีการกลับหัว แต่เจ็บตัวมากที่สุดเพราะกระแทกรุนแรงมาก จริงๆ การที่รางเป็นไม้ก็มีผลทางจิตใจทำให้รู้สึกกลัวอยู่แล้ว (กลัวว่ามันจะผุ กลัวมันจะหล่นลงมา) ยังดีที่นี่คืออเมริกาผมจึงกล้าเล่น หากเป็นประเทศไทยคงต้องคิดหลายตลบ
| เฮียกอล์ฟผู้กล้า ขึ้นเล่น เดจา วู |
อีกอย่างที่เราเล่นนั้นชื่อว่า Deja Vu นับได้ว่ามันส์ที่สุดเทียบกับอย่างอื่นที่เล่นมาทั้งวัน เราถูกจับนั่งเก้าอี้ซึ่งห้อยอยู่กับราง (คล้ายๆ รางของ Batman) แต่คราวนี้มีการเคลื่อนที่ถอยหลังด้วย หลังจากนับ 3 2 1 0 เก้าอี้ของทุกคนก็ถูกกระชากไปข้่างหลังอย่างแรง แล้วถอยไปตามรางที่ลาดชันขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 90% ในระดับความสูงที่สูงมาก หน้าของเราทิ่มลงพื้นดิน ... พอขึ้นไปสูงสุดก็ได้พักหายใจราวๆ 2 วินาทีจากนั้นก็ถูกปล่อยให้ตกอย่างอิสระลงมาทันที และต่อจากนี้จนจบก็ไม่มีช่วงพักหายใจอีกต่อไป รถเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงมากแล้วไต่ขึ้นสู่รางที่ลาดชันขึ้นอีกด้านหนึ่งจนกระทั่งหัวห้อยไม่เป็นท่า .. มันรวดเร็วมากจนผมนับไม่ถูกว่าพวกเราถูกเหวี่ยงครบ 360 องศาไปกี่รอบ รู้ตัวอีกทีหนึ่งก็พบตัวเองอยู่บนปลายสูงสุดของรางอีกด้านหนึ่ง แล้วก็ถูกปล่อยกลับลงมาทันที เก้าอี้ถูกเหวี่ยงไปมาระหว่างขั้วทั้งสองอย่างนี้อยู่หลายรอบ แต่ละรอบก็เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกไ้ด้ว่าอัตราเร่งตอนที่ตกลงมานั้นในระยะหลังเริ่มไม่ใช่แค่ g (ความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก) แต่คงเป็นหลายๆ g พอเล่นเสร็จ ทั้งหลัง ทั้งหน้าอก ทั้งคอ ทั้งศีรษะ แ่บ่งความชอกช้ำไปตามๆ กัน
ต่อไปนี้เป็นบทพูดที่ได้ยินแว่วๆ มาจากอาเสี่ยคนหนึ่งในทริป:
ก่อนเล่น:
- "ฮึ้ย เราจะเล่นจริงๆ เหรอ? มันคิวยาวนะ เสียเวลา"
- "เอาจริงๆ เหรอ? มันเร็วนะ ดูไม่ค่อยปลอดภัยเลย..."
- "เอ อันนี้ดูไม่ค่อยน่าเล่นน๊าาา พวกแกคิดดีแล้วเหรอ?"
หลังเล่น:
- "โอ้โห โคตรมันส์เลย แม่ง สนุกมาก"
- "เฮ้ย แบบมันเร็วมาก มันเจ๋งมาก อย่างนี้สุดยอดไปเลย"
- "มันแรงมาก แรงแบบกรี๊ดแล้วไม่มีเสียงออกมาเลย เจ๋งว่ะ สะใจว่ะ "
พวกเราเดินออกจาก Six Flags ประมาณสองทุ่มด้วยความประทับใจ แล้วมุ่งหน้าสู่ไทยทาวน์อีกครั้ง .. ใช่แล้ว อาหารเย็นมื้อนี้พวกเราก็ทานอาหารไทยอีกเช่นเคย หลังจากเดินค้นหาอยู่นานก็ลงเอยที่ร้าน ก๋วยเตี๋ยวราชวัตร (ได้เกรด B จากกรมสุขภาพฯ) ร้านนี้มีโปรโมชั่นก๋วยเตี๋ยวสามชามแค่ $10 เอง ผมทาน "ก๋วยเตี๋ยวชนบท" ชามเดียวก็เกือบอิ่มแล้ว แต่ก็ยังตามด้วยกระเพาะปลาซึ่งแบ่งกับเฮียกอล์ฟอีกคนละครึ่งชาม
| ร้านก๋วยเตี๋ยวราชวัตร สามชามสิบดอลล์ ในร้้านขายอย่างอื่นที่ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวเช่นกัน |
กลับโรงแรม นอนอิ่มแปล้ อิ่มทั้งกิน อิ่มทั้งเที่ยว ทุกคนตกลงกันว่าพรุ่งนี้จะพักต่อที่นี่อีกหนึ่งคืนเพราะที่นี่มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ทำงาน และยังไม่ค่อยมีแรงจะเที่ยวต่อ .. เอ้า! เอาเข้าไป ตกลงว่าพวกเรามาเที่ยวหรือมาเนอร์ดกันแน่? ... แต่ผมก็เห็นด้วยกับทุกคน ไม่ใช่เพราะเน็ตหรือเพราะเหนื่อย แต่เพราะอาหารไทยที่ไทยทาวน์มันอร่อยดี แหะๆๆ
(ยังไม่ได้เขียนครับ หมดแรง ถ้าอยากอ่านต่อโปรดเมลล์มาให้กำลังใจด้วยครับ :-)
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม ๒๕๔๙
สงวนลิขสิทธิ์: ห้ามนำไปใช้ในเชิงธุรกิจโดยไม่แบ่งสตางค์ให้ผมใช้
ห้ามนำไปใช้ในทางเสียหาย หรืออาจทำให้ผมหรือผู้ร่วมทริปนี้เสียหาย
ลิขสิทธิ์ภาพ: เป็นลิขสิทธิ์ร่วมกันระหว่างของเจ้าของกล้องและผู้ถ่ายภาพ
คำแนะนำ คำติชม: เชิญส่งมาที่ iammock[@]cmu.edu ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ